[DHWA] Who?

posted on 18 Dec 2011 22:40 by preaw-sm

Fan Fiction :: Who?

Author :: preaw-sm

Pairing :: D18 ( Dino x Hibari Kyouya )

Rate :: PG-15

Warning :: ใครไม่นิยมวาย กดปิดเอนทรี่นี้เลยค่ะ

 

 

Fan Fiction :: Who?

Author :: preaw-sm

Pairing :: D18 ( Dino x Hibari Kyouya )

Rate :: PG-15

Warning :: ใครไม่นิยมวาย กดปิดเอนทรี่นี้เลยค่ะ

 

 

                กลางดึกสงัดท่ามกลางหมู่ดวงดาวที่ส่องประกาย ลึกเข้าไปในป่าใหญ่ห่างไกลตัวเมือง ยังมีบ้านไม้เล็กๆอยู่หลังหนึ่ง ที่ซึ่งมีเพียงหญิงชราแก่ๆและเด็กชายตัวน้อยอาศัยอยู่

 

                เด็กน้อยยิ้มอย่างเริงร่าพลางถือถาดใส่พายผลไม้สีส้มถาดใหญ่ไปวางบนโต๊ะกลางบ้าน หญิงชรามองหลานชายอย่างเอ็นดู รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าที่บ่งบอกถึงการผ่านโลกมามากมายไม่ได้ทำให้ใบหน้าผุดผ่องนั้นดูไม่น่ามองแต่อย่างใด หากแต่ยิ่งทำให้ดูแล้วรู้สึกถึงความรู้สึกอบอุ่น

 

 

                “เคียวยะ ช่วยยายยกน้ำส้มบนครัวมาวางไว้ที่โต๊ะหน่อยสิจ๊ะ”

 

                เด็กตัวน้อยพยักหน้ารับคำผู้สูงวัยกว่าอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะวิ่งแจ้นเข้าไปในครัวเพื่อหาของที่ต้องการ แต่ทว่าเท้าคู่น้อยก็ต้องชะงักลงที่หน้าประตูทางเข้า เมื่อสิ่งที่ปรากฏให้เห็นในครัวคือสิ่งที่เด็กอย่างตนไม่เคยเจอมาก่อน

 

            เกิดอะไรขึ้น...? 

 

                นัยน์ตากลมโตพินิจพิเคราะห์ร่างโชกเลือดที่นอนอยู่แทบเท้าคนตัวใหญ่ ก่อนที่จะเลื่อนขึ้นมาดูชายวัยฉกรรจ์หลายคนที่กำลังทำหน้าตาเหี้ยมโหดใส่เขา

 

            น่ากลัว... 

 

                แววตาสีนิลเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ริมฝีปากเล็กแบะออกอย่างกำลังจะร้องไห้

 

                “ฮะ...ฮึก...ฮะ...อุ๊บ” ยังไม่ทันที่เสียงร้องจะดังไปถึงโสตประสาตของผู้เป็นยาย ก็ได้มีมือนิรนามถือวิสาสะมาปิดปากร่างเล็กเอาไว้เสียก่อน ก่อนที่ตัวของเด็กน้อยจะถูกอุ้มขึ้นไปวางไว้บนเก้าอี้ตัวใหญ่ภายในครัว

 

                “ไม่เอานะ ไม่ร้องไห้นะจ๊ะ เด็กดี” เสียงทุ้มนุ่มกระซิบอยู่ข้างใบหูเล็ก พร้อมกับใบหน้าคมคายที่เผยออกมาให้เห็นพร้อมกับรอยยิ้ม

 

            คนน่ากลัวโผล่มาอีกคนแล้ว...? 

 

                เด็กน้อยคิดพลางทำท่าจะร้องไห้อีกครั้ง

 

                “ฮะ จะร้องเหรอ? โอ๋ๆ เด็กน้อย อย่าร้องไห้สิ ฉันยังไม่ได้คิดจะทำอะไรนายเลยน้า” คนตัวสูงรีบปลอบโยนร่างที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่างลนลาน นั่งตาสีอำพันสอดส่องทั่วสารทิศเพื่อมองคนที่สามารถช่วยตน ได้

 

                “ฮะ...ฮึก...ฮือ...ยาย...คุณยาย...ฮือ” เด็กน้อยยังคงร้องเรียกหาคนที่ตนไว้ใจอย่างที่สุด มือเล็กพยายามปัดป้องฝ่ามือใหญ่ที่ทำท่าจะอุ้มเขาขึ้นเพื่อปลอบโยน

 

                “นี่ๆ ไม่ต้องกลัวน้า ฉันชื่อ ดีโน่ ไม่ได้มาทำร้ายนายหรอกนะ”

 

                คนตัวสูงพูดพลางยิ้มให้กว้างที่สุดเท่าที่ตนจะทำได้ ในขณะที่ฝ่ามือหนาก็ยังพยายามที่จะอุ้มคนตัวเล็กต่อไป

 

                “แง...คุณยาย...แง”

 

                “โธ่ อย่าร้องสิ”

 

                “แง๊...แง...คุณยาย...แง” เสียงร้องยังคงดังขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่มีผู้ใดหยุดได้

 

            ซวยแล้ว...จะทำยังไงดีเนี่ย...

 

 

                จวบจนกระทั่งบานประตูปรากฏร่างหญิงชราที่เด็กน้อยเรียกหา

 

                “เคียวยะ เป็นอะไรไปลูก?...อะ...เอ๋?”

 

                เด็กน้อยไม่รอช้า เมื่อเห็นที่พึ่งทางใจอันแสนอบอุ่นแล้ว ก็รีบวิ่งฝ่าฝูงชายฉกรรจ์ไปหาคุณยายผู้เป็นที่รักทันที

 

                “ฮึก...ฮือ...คุณยาย...คนพวกนี้...น่ากลัว”

 

                ผู้เป็นยายลูบหัวทุยๆที่ซุกอยู่เบาๆ พลางถามผู้บุกรุกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

 

                “พวกคุณเป็นใครกัน? แล้วเข้ามาที่นี่ทำไม?”

 

 

                ร่างสูงที่สาละวนกับการปลอบเด็กเมื่อครู่เก๊กขรึมขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่จะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและมีมารยาท

 

                “ลูกชายของคุณติดหนี้ของพวกเรา เขาบอกว่าเงินของเขาอยู่ที่นี่ จะนำมาคืนให้ที่นี่ แต่พอพวกเรามา  เขาก็เฉไฉ และบอกว่าเงินหายไปแล้ว”

 

            แน่นอนว่า เขาเองก็สั่งสอนไปแล้วเช่นกัน

 

                “เอ๋? ลูกชายฉัน เขา...เขาไม่ได้ติดต่อกลับมานานแล้วนะ จะเป็นแบบนั้นไปได้...” ยังไม่ทันที่หญิงชราจะได้พูดจบ ก็ต้องสะอึกและเก็บคำพูดที่จะพูดเอาไว้ในคอ เมื่อสายตาดันเลื่อนไปพบกับร่างที่นอนโอดครวญแผ่วๆอยู่ข้างๆเท้าชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น

 

                “อะ...นั่น...”

 

                “คุ้นมั๊ยล่ะครับ? จะลองดูหน้าใกล้ๆหรือเปล่า?” ร่างสูงว่าพลางพยักหน้าให้คนนำร่างที่ไร้เรี่ยวแรงนั่นมายืนประจันหน้ากับหญิงชรา

 

 

                ร่างโชกเลือดนั้นพยายามจะเอื้อมมือไขว่คว้าตัวคนที่อยู่ตรงหน้า ริมฝีปากที่แตกจากการถูกต่อยพยายามขยับเพื่อที่จะเอื้อนเอ่ยคำบอกมา แต่ทว่าก็ทำได้แต่เพียงพะงาบๆเท่านั้น

 

            แม่...

 

                คำที่สามารถตีความได้จากปากชายผู้นี้ทำให้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าถึงกับน้ำตาไหล ฝ่ามือเหี่ยวเอื้อมมือมาประคองใบหน้าบุคคลที่ได้ขึ้นชื่อว่า “ลูกชาย” ผู้ที่หายไป 5 ปี อย่างไม่มีการติดต่อมาเลย

 

                “ลูกของแม่ ลูกของแม่จริงๆด้วย”

 

                “มะ...แม่” นานกว่าจะมีเสียงเล็ดลอดออกมาจากปากคนถูกซ้อม แต่นั่นก็เพียงพอที่จะยืนยันตัวตนของผู้ชายตรงหน้านี้ว่า เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของหญิงชราจริงๆ ทั้งใบหน้าที่ดูไม่เปลี่ยนไปเลยและน้ำเสียงที่ไม่มีผู้เป็นแม่คนไหนจะลืม

 

                ทั้งสองประคองกอดกันอย่าแนบแน่น หยาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลรินลงมาจากใบหน้าชราไม่ขาดสาย ในขณะเดียวกัน เด็กน้อยที่กำลังเกาะขาคุณยายอยู่ก็ต้องถอยออกมาด้วยความงุนงง

 

            ใครล่ะ...มีใครเพิ่มอีกแล้ว?

 

                เจ้าตัวเล็กเดินถอยหลังจนไปชนกับคนคนหนึ่ง ใบหน้ากลมเงยหน้าไปมองคนที่สูงกว่าอย่างงงๆ

 

                “ไง เจ้าตัวเล็ก ทำหน้าแบบนี้...ไม่เข้าใจเหรอ?” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยอย่างอ่อนโยน ใบหน้าคมคายลดระดับลงมาให้อยู่ระดับเดียวกับเด็กน้อย พร้อมกับฝ่ามือหนาที่ลูบกลุ่มผมสีดำของเคียวยะอย่างเบาๆ

 

                “อย่ามาลูบหัวผมนะ!!” เด็กชายปัดมือใหญ่ออก พร้อมกับทำหน้ามุ่ยอย่างไม่พอใจ ก่อนที่จะวิ่งแจ้นกลับไปหาคุณยายและเขย่าขาและร้องเรียก

 

                “คุณยายๆ นี่เรื่องอะไรกัน? ทำไมเคียวยะไม่รู้เรื่อง คุณยาย คุณยาย”

 

                หญิงชราผละจากลูกชายของตน และหันกลับมาหาหลานชายสุดน่ารักที่กำลังเขย่าขาตนอยู่ พร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงดูอ่อนโยนเสมอ

 

                “เคียวยะ เคียวยะเคยถามเสมอใช่มั๊ย ว่าพ่อแม่ของเคียวยะหายไปไหน ทำอะไรอยู่? และทำไมไม่กลับมา? ตอนนี้ยายสามารถบอกเราได้แล้วนะ”

 

                หญิงชราอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาไว้แนบอก หากแต่ว่าไม่ทันจะได้เอ่ยคำใดๆออกมา

 

                ฉึก!!

 

                มีดสั้นแวววับปักลงไปที่กลางหลังของหญิงชราเข้าอย่างจัง พร้อมกับหยาดโลหิตที่ไหลลงมาที่มุมปาก ใบหน้าเหี่ยวย่นพยายามจะแย้มยิ้มออกมาครั้งสุดท้าย หากแต่ทำได้เพียงมองหลานชายที่อยู่ในอ้อมอกด้วยแววตาเอ็นดูเท่านั้น

 

                ก่อนที่ทุกอย่าง...จะดับลงไปพร้อมกับทัศนวิสัยที่ถูกบดบัง เสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งจากฆาตกร และเสียงปืนเพียงหนึ่งนัดที่ทำให้ทุกอย่างกับมาสู่ความสงบอีกครั้ง

 

                หากว่านี่เป็นเพียงฝันร้าย...ก็คงจะดี

.

.

.

TBC.

 

 

ยังแต่งไม่เสร็จ...เผาด้วย แต่งไม่ตรงธีมด้วย อัพก่อนจบวันที่ 12/18 ด้วย //ร้องไห้

พรุ่งนี้มีสอบค่ะ เอาไว้จะพยายามแต่งต่อนะคะ เรียนหนักนิดนึง เลยไม่ค่อยมีเวลาแต่งฟิค(แต่มีเวลาอ่าน 55+)

 

แต่งเพื่อสนองกิเลสอยากกินเด็กของตัวเองค่ะ เรื่องนี้เหมือนจะดราม่า ว่ะฮ่ะฮ่า รอว่างก่อน ข้าจะแต่งต่อล่ะ!!!! 

 

สุขสันต์วันโน่ฮิค่า ^^

ขอให้เสี่ยหล่อๆ โฮสต์ๆ รวยๆ อยู่คู่กับน้องฮิ สวย เริ่ด เชิด ราชินีต่อไปนะค้า

edit @ 18 Dec 2011 23:44:24 by preaw

[FIC D18] Chain ch.15

posted on 21 Oct 2011 15:47 by preaw-sm

Chapter 15

 

                ชายหนุ่มผมทองบอสแห่งคาบัคโลเน่ เดินลงมาจากรถยนต์ส่วนตัวของเขาพร้อมกับชายหนุ่มร่างเล็กเรือนผมสีดำที่กำลัง(แสร้ง)พยุงกายของเขาอยู่

                “เป็นไงบ้างครับ คุณดีโน่ หมอให้กลับได้แล้วหรอครับ?” ผู้ใหญ่บ้านผู้ที่อาวุโสที่สุดในที่นั้นเอ่ยถามด้วยความห่วงใย ถึงแม้ว่าเขาจะไปเยี่ยมดีโน่ที่โรงพยาบาลก็แล้วเถอะ แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้เอ่ยปากบอกอะไรเลย ไม่บอกแม้กระทั่งว่าเจ้าตัวถูกใครทำร้าย และถูกทำร้ายเพราะเรื่องอะไร เขารู้แต่เพียงสิ่งที่บาทหลวงฟิลลิปบอกมาเพียงว่า พวกเขาถูกแวมไพร์ตัวที่เคยกัดคนในหมู่บ้านทำร้ายเอา

                “ครับ หมอบอกว่าให้มาพักฟื้นที่บ้านได้ ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงของทุกคนนะครับ” ดีโน่พูดพลางยิ้มแย้มให้ทุกคน

                “ครับ ดีแล้วล่ะครับ แต่ว่า...คุณดีโน่มีอะไรก็บอกผมได้นะครับ บางทีผมอาจจะช่วยคุณได้” ผู้ใหญ่บ้านยิ้มอย่างใจดี

                “ขอบคุณครับ เอ้อ ผมลืมแนะนำคนให้ทุกคนรู้จัก นี่คือ ฮิบาริ เคียวยะ เป็นพยาบาลพิเศษประจำตัวผมน่ะครับ เขาเป็นญี่ปุ่น แต่ก็พูดอิตาลีได้นะครับ”

                สายตาทุกคนจ้องไปที่ฮิบาริเป็นตาเดียว ไม่เว้นแม้กระทั่งบาทหลวงฟิลลิปที่ยืนอยู่ ณ ที่นั้นด้วย

                “ยินดีที่ได้รู้จักครับ จากนี้ไปขอฝากตัวด้วย” ฮิบาริพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆตามแบบฉบับตน พยายามไม่แสดงสีหน้าโมโหเมื่ออยู่อยู่ในกลุ่มคนเช่นนี้

                “ครับ เชิญตามสบายนะครับ ผมเป็นผู้ใหญ่บ้านที่นี่ มีอะไรก็มาหาผมได้นะครับ”

                “ขอบคุณ” ร่างเล็กว่าพลางก้มหัวเล็กน้อยให้คนที่สูงอายุกว่าตามมารยาท

 

                “แล้วตกลงว่าคุณดีโน่ถูกใครทำร้ายมาล่ะค่ะ? ใช่แวมไพร์รึเปล่า?” หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังผู้ใหญ่บ้างหันมาถามดีโน่บ้าง

                “ร่างกายผมไม่มีรอยเขี้ยวของแวมไพร์นะครับ มีแต่รอยมีด” ดีโน่เอ่ยเป็นนัย ก่อนที่จะเปิดแผลที่โดนมีดทำร้ายให้ทุกคนดู

                “แปลว่าคุณไม่ได้ถูกแวมไพร์ทำร้าย?”

                “เอาไว้ผมขอจับตัวคนร้ายให้ได้ก่อนนะครับ แล้วจะบอก” พูดจบ ชายหนุ่มก็หันหลังกลับเข้าคฤหาสน์ในทันที ทิ้งให้ชาวบ้านที่มีความสงสัยใคร่รู้ได้แต่ทำหน้างงงวย และก่อนที่พวกเขาเหล่านั้นจะหันไปถามบาทหลวงฟิลิปผู้เล่าเหตุการณ์ครั้งนี้...ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ทันได้ถามอะไรเสียแล้ว เมื่อบาทหลวงชรายิ้มเป็นเชิงบอกว่ามีธุระ แล้วจึงขอตัวกลับไป โดยที่ไม่ได้ตอบคำถามใดๆเลย

 

                ในขณะเดียวกัน ก็มีชายชราท่าทางสกปรกมอมแมมกำลังยืนหลบต้นไม้ใหญ่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก           

                “...ใช่แน่ๆ ผมเจอคุณแล้ว คุณหนูของผม” เสียงแว่วเบามาจากร่างนั้น น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นดูปลื้มปิติเสียจนทำให้น้ำตาใสๆนั้นไหลลงมาอาบแก้ม ก่อนที่ร่างนั้นจะเช็ดมันออกอย่างลวกๆ

 

                เวลาผ่านมาหลายปี คุณหนูดูโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ร่างกายที่ผอมบางแบบนั้น ต้องเคยผ่านการอดอาหารมาแล้วแน่ๆ

            แต่ถึงกระนั้นก็ยังรอดชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ ช่างเป็นโชคดีเหลือเกิน

 

                ร่างนั้นคิดอย่างมีความสุข ก่อนที่จะหันหลังเดินกลับไปด้วยรอยยิ้มที่นานๆทีจะผุดขึ้นมาสักครั้ง

 

 

                “บอสทิ้งระเบิดแล้วเผ่นออกมาอย่างนี้ บาทหลวงฟิลลิปคงแค้นบอสมากนะครับ” เมื่อเข้ามาถึงห้องโถงในคฤหาสน์ โรมาริโอ้ก็แซวเจ้านายของตนทันที

                “ฉันเปล่าสักหน่อย แค่พูดไปเท่าที่จะพูดได้เท่านั้น อีกอย่างฉันก็ไม่ได้เอ่ยพาดพิงถึงเขาเลยแม้แต่นิดเดียว คิดว่ายังไงบาทหลวงฟิลลิปก็คงจะเอาตัวรอดเองแหละ และอย่างที่ฉันบอกเอาไว้ได้ตัวคนร้ายพร้อมหลักฐานเมื่อไร่ ฉันจะบอกทุกคนเอง” ดีโน่เอ่ยเสียงเนิบ ใบหน้าหมดจดมีแววเคร่งเครียด

                “แต่หลักฐานที่เรามีในตอนนี้มีเพียงหลักฐานที่ว่า บาทหลวงฟิลลิปฆ่ากวางเพื่อเอาหัวใจนะครับ ส่วนเรื่องที่ทำร้ายบอสกับคุณฮิบารินั้น เรายังหาไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะหาที่ไหนด้วย”

                “นั่นแหละที่ฉันกังวล นายลองให้คนไปดูในป่าที่นั่นอีกที เผื่อว่าจะมีอะไรที่เราอาจจะมองข้ามไป”

                “ครับบอส” ชายคนสนิทรับคำ ก่อนที่จะหันหลังกลับออกจากห้องโถงนั้นไป เหลือเพียงดีโน่และฮิบาริที่กำลังทำหน้าเครียดอยู่นั่นเอง

 

                “นี่ ถ้าเราสร้างสถานการณ์ออกมาใหม่ล่ะ แล้วล่อให้บาทหลวงแสดงตัว แกคิดว่าไง” ฮิบาริที่นิ่งเงียบอยู่นานเสนอความคิดเห็น

                “สร้างสถานการณ์?” ดีโน่ทวนคำใหม่อีกรอบ ร่างเล็กคิดจะทำอะไรกันแน่?

                “อย่างนี้ไง...” ร่างเล็กว่าพลางกระซิบกระซาบไปที่หูของดีโน่ ดวงตาสีนิลส่องประกายวาวโรจน์ มุมปากบางขยับยิ้ม

                “หึ!!” ร่างสูงแค่นเสียงกับความคิดของคนตัวเล็ก

                “สรุปเอาแบบนี้ล่ะกัน ห้ามปฏิเสธล่ะ”

                “เฮ้อ!! ก็ได้ๆ แล้วแต่นายเถอะ ทั้งๆที่ฉันไม่อยากให้นายเสี่ยงแท้ๆ แต่นายกลับชอบที่จะทำมัน” ดีโน่เอ่ยอย่างเหนื่อยใจ

                “ฉันคิดว่ามันต้องสำเร็จแน่ เพราะแกบอกเองนี่ว่ามันไม่ได้เป็นคนฉลาด ดังนั้น แผนนี้น่าจะสำเร็จ” ร่างเล็กพูดอย่างมีความสุข ถึงแม้จะเสี่ยง แต่ยังไงก็น่าลองไม่ใช่เหรอ?

                ในขณะเดียวกันร่างสูงก็ทอดสายตามองออกไปข้างนอกอย่างเฉื่อยชา ก่อนที่จะแย้มยิ้มเล่ห์ออกมาบางๆ ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววสนุก

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

                ดวงจันทร์เต็มดวงนวลผ่องส่องแสงสุกสกาวอยู่บนท้องฟ้าสีดำอันมือมิด บ่งบอกว่านี่เป็นเวลาอันสมควรที่จะนอนแล้ว แต่ทว่าสองร่างที่กกกอดกันในความมืดมิดนั้นกลับไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น เขาทั้งสองยังคงโถมกายหากันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ใบหน้าสีซีดขาวของคนที่ตัวเล็กกว่ามีเหงื่อออกท่วม สีหน้าดูสุขสมเมื่อร่างสูงได้มอบความรักให้เขาซ้ำๆอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

                “นายสวยมากนะ เคียวยะของฉัน” ร่างสูงว่าพลางพรมจูบไปทั่วใบหน้าของคนที่เขากอดอยู่ ซึ่งสิ่งที่เข้าได้รับกลับมาทำให้เข้าพอใจเป็นอย่างยิ่ง

                “อะ อา อื้ม”

                เสียงครางเหนื่อยหอบแต่ทว่าสุขสมของร่างเล็กดังขึ้นเบาๆ แต่แค่นั้นก็พอแล้วที่จะทำให้เขารู้ว่า คนตรงหน้านี้มีความสุขเพียงใด

                จนในที่สุดเขาทั้งสองก็ปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง ก่อนที่ร่างกายนั้นจะแยกจากกันเป็นการชั่วคราว ร่างสูงโอบกอดคนตัวเล็กกว่าที่กำลังซุกอยู่ที่อกเขาด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อจากความร้อนในร่างกาย เขาจูบไปที่เส้นผมสีนิลที่ชื้นเหงื่อของร่างเล็กอีกครั้ง สูดเอากลิ่นกายเฉพาะตัวของคนในอ้อมแขนครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้เบื่อ

                “นี่แกจะดมไปถึงไหนกัน ตัวฉันมีอะไรให้ดมนักหนา” เมื่อพักจนเริ่มมีแรงขึ้นมาบ้างแล้ว ร่างเล็กก็เอ่ยเหน็บคนตัวใหญ่ทันที

                “ฉันชอบกลิ่นของนายนะ มันหอมแบบเฉพาะตัวเลยล่ะ” ดีโน่ตอบพลางระเมียดชิมยอดอกของร่างเล็กอย่าไม่รู้เบื่อ

                “กลิ่นตัวฉันเนี่ยนะ!?” ร่างเล็กพูดอย่างไม่เชื่อ กลิ่นตัวใครที่ไหนกันจะหอม

                “อื้ม” แต่ก็ต้องอึ้งกับคำตอบที่ได้รับกลับมา

 

                ไอ้บ้านี่มันชอบกลิ่นตัวเขา หื่นเกินไปแล้ว!!!

 

                “ถ้าอย่างนั้น ฉันขอกินนายอีกสักรอบล่ะกันนะ” ร่างสูงว่าพลางยิ้มเล่ห์ ก่อนที่จะกดคนตัวเล็กกว่าให้นอนลงอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงร้องห้ามของร่างเล็กที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล

 

 

                จนกระทั่งถึงเวลาที่ท้องฟ้ามืดสนิท ดวงดาวดาราเริ่มลาลับไป สัตว์ที่หากินกลางคืนทั้งหลายเริ่มกลับถิ่นตน ท้องฟ้าในยามนี้บ่งบอกถึงเวลาใกล้รุ่งสาง ที่เขาว่ากันว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ท้องฟ้ามืดสนิทมากที่สุด

                แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เป็นเวลาที่สัตว์หากินตอนกลางวันทั้งหลายตื่นนอน มีเพียงชายหนุ่มผมทองที่ลุกขึ้นมาจากเตียงเพียงผู้เดียวเท่านั้น

                ดีโน่ค่อยเลิกผ้าห่มออกจากตัวช้าๆ ด้วยกลัวว่าจะรบกวนการนอนของคนข้างๆ เขาลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าที่กองอยู่ปลายเตียงอย่างรวดเร็วทว่าไม่เร่งรีบ จากนั้นจึงหยิบเสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่ขึ้นมาสวม พลางมองไปรอบๆตัว เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ชายหนุ่มจึงค่อยๆเปิดประตูระเบียงที่อยู่ในห้อง และปีนมันออกไป ถึงแม้ว่าระเบียงนั้นจะไม่มีเชือกให้เขาจับ ทว่าชายหนุ่มก็ยังสามารถลงมายังพื้นด้านล่างได้อย่างปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดเสียงดัง

                เขาเดินออกจากบริเวณคฤหาสน์ด้วยเวลาที่ไม่มาก โดยลัดเลาะไปทางป่าที่อยู่ด้านหลัง เมื่อเดินลัดเลาะตามป่าและตรอกซอยเล็กๆมาเรื่อยๆ เขาก็พบด้านหลังของโบสถ์กลางหมู่บ้าน ชายหนุ่มเลี้ยวซ้ายไปยังด้านข้างของโบสถ์ ผ่านบานหน้าต่างไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงบานที่ 4 เขาเคาะมันเพียง 2ครั้งเบาๆ เพื่อหวังให้คนข้างในได้รู้สึกตัว

                เวลาผ่านไปไม่นานนัก ก็มีเสียงถอดสลักกลอนประตูบานนั้นจากด้านใน ก่อนที่หน้าต่างจะถูกแง้มออกด้วยความระมัดระวัง คนข้างในโผล่หน้าออกมาดูบุคคลผู้รบกวนการพักผ่อนของตน ก่อนที่จะผงะถอยหลังไปเล็กน้อยด้วยความตกใจและคาดไม่ถึง

                “ผมเขาไปได้มั๊ยครับ? บาทหลวงฟิลลิป” ดีโน่เอ่ยถามเสียงเบา

                “ลูกมาพบพ่อด้วยเหตุอันใด? เราไม่มีเรื่องจำเป็นต้องคุยกันแล้วนี่” ชายคนที่อยู่ในห้องเอ่ยด้วยน้ำเสียงระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ

                “ผมมีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกับท่านน่ะครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อแลกเปลี่ยนของเรา” ดีโน่เอ่ยพลางยิ้มเล่ห์ จนคนที่เห็นรู้สึกไม่สบายใจและมีกังวลขึ้นมาในทันที

                “ข้อแลกเปลี่ยน?”

                “ใช่ครับ ข้อแลกเปลี่ยนที่ต่างฝ่ายต่างจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่”

                บาทหลวงฟิลลิปชั่งใจมองหน้าดีโน่ชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะยอมลงเดิมพันกับดีโน่ในครั้งนี้

                “โอเค พ่อจะขอฟังข้อแลกเปลี่ยนของลูกก่อน จากนั้นจะตัดสินใจในภายหลัง” บาทหลวงฟิลลิปพูดด้วยสีหน้าขึงขังและจริงจัง

                “ครับ ข้อแลกเปลี่ยนของเราก็คือ ผมจะได้...” ยังไม่ทันได้เริ่มพูดอะไรมาก บาทหลวงฟิลลิปก็บอกให้หยุดเสียก่อน ก่อนที่ท่านจะหันไปมองคนที่นอนหลับอยู่ข้างเตียงของท่าน

                “พ่อไม่อยากให้ใครมาได้ยินเราคุยกัน เอาไปว่าเราไปหาที่คุยกันสะดวกๆดีกว่า”

                “ครับ”

                เมื่อดีโน่รับคำ บาทหลวงฟิลลิปก็จัดการล็อคหน้าต่างลงกลอนเช่นเดิม ใช้เวลาเตรียมตัวในห้องสักพัก จากนั้นท่านก็เดินออกมาทางด้านหลังของโบสถ์โดยออกจากประตูหลัง

                บาทหลวงฟิลลิปในชุดคลุมสีดำตัวใหญ่คล้ายของดีโน่ เดินนำไปยังสวนขนาดย่อมที่อยู่ท้ายโบสถ์ ที่ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่เต็มไปหมด โดยที่ทั้งสองหารู้เลยว่ามีคนลอบสะกดรอยตามพวกเขาอยู่ห่างๆ

                “เอาล่ะ บอกข้อเสนอของลูกมาได้ พ่อมีเวลาให้ลูกไม่มากนัก เพราะเดี๋ยวก็ใกล้รุ่งแล้ว วิลเลี่ยม คนสนิทของพ่อจะสงสัยเอา” เมื่อมาถึงสถานที่ที่ต้องการ บาทหลวงฟิลลิปก็เร่งให้ชายหนุ่มพูดทันที

                “ผมจะให้แวมไพร์ตนนั้น แวมไพร์ที่คุณพ่อต้องการ เพื่อแลกกับการช่วยเหลือผมในเรื่องอะไรเล็กๆน้อยๆ” ดีโน่พูดด้วยแววตาที่เป็นประกาย

                “อะไรนะ เมื่อกี้ลูกบอกว่าจะแลกแวมไพร์ตนนั้นกับพ่อรึ!? พ่อไม่ได้หูฝาดแน่นะ?” ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงที่ประหลาดใจสุดๆ ในขณะเดียวกันของระวังตัวมากด้วย

                “คุณพ่อไม่ได้หูฝาดไปหรอกครับ ผมพูดอย่างนั้นจริงๆ”

                “และอะไรกันล่ะ การช่วยเหลือเล็กๆน้อยของลูกน่ะ” บาทหลวงถามคำถามด้วยความระมัดระวัง ในใจต่างเดาคำตอบของดีโน่ไปต่างๆนาๆ

                “แค่คุณพ่อช่วยเป็นพยานยืนยันอะไรให้ผมสักอย่างเองครับ แค่คุณพ่อเซ็นพร้อมประทับลายนิ้วมือก็พอ”

                “เรื่องอะไรสักอย่าง? นี่ลูกมีอะไรกันแน่? บอกพ่อมาเถอะ ลูกคงไม่คิดว่าพ่อจะเซ็นไปส่งๆโดยที่ไม่สนใจเนื้อหาหรอกนะ หรือเพราะคิดว่าเอาเรื่องแวมไพร์ตนนั้นมาล่อพ่อแล้วพ่อจะยอมทำตามที่ลูกบอกน่ะ ดีโน่ ลูกเองก็ไม่ได้ทำให้พ่อรู้สึกเชื่อในคำพูดของลูกเท่าไร่หรอกนะ” บาทหลวงฟิลลิปเอ่ยอย่างรู้ทัน

                “ถ้าเช่นนั้นคุณพ่อมีทางเลือกอื่นหรือครับ? ทางที่จะทำให้ได้ตัวแวมไพร์ตนนั้นมาอย่างง่ายๆเท่านี้น่ะครับ” ดีโน่พูดแกมขู่ จนบาทหลวงฟิลลิปต้องตัวสั่นด้วยความโกรธ

                “ลูกกำลังบีบบังคับให้พ่อยอมร่วมมือกับลูกด้วยใช่มั๊ย!?” เขากัดฟันพูด นัยน์ตาและใบหน้าสีแดงก่ำ

                “ไม่เชิงหรอกครับ ผมก็แค่แนะนำทางที่ดีที่สุดที่เราจะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายก็แค่นั้นเอง”

                “แล้วถ้าพ่อปฏิเสธ”

                “เมื่อคุณพ่อย้อนกลับมาคิดทีหลัง คุณพ่อจะต้องเสียใจแน่ๆ กับแค่ลายเซ็นกับลายนิ้วมือนิดหน่อยเองที่คุณพ่อต้องแลก เพื่อให้ได้มาซึ่งยาอายุวัฒนะที่คุณพ่อตามหาเนี่ย ผมยังคิดซะอีกนะครับ ว่าผมน่ะ ขาดทุนจังๆเลยล่ะ”

                “ลูกจะเอาลายเซ็นพ่อไปทำอะไร”

                “ครับ ผมจะพูดตามตรง เพราะไม่ใช่เรื่องที่น่าปิดบังเท่าไร่ คือว่า...คุณพ่อเองก็รู้ใช่มั๊ยครับว่าผมเป็นแวมไพร์ฮันเตอร์ และตอนนี้ทางสมาคมของผมได้จัดกิจกรรมค้นหานักล่าแวมไพร์ผู้ที่อันตรายที่สุด โดยให้แวมไพร์ฮันเตอร์ทั้งหลายเนี่ย ส่งรายงานการจับแวมไพร์ที่คิดว่าโหดร้ายและทำร้ายจิตใจมากที่สุด และตอนนี้ผมเองก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมนั้น และมันก็กำลังจะสำเร็จแล้ว ขาดแต่พยานที่น่าเชื่อถืออีกคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งพยานคนนั้นก็คือ บาทหลวงฟิลลิป”

                “ทำไมต้องเป็นพ่อ? แล้วกิจกรรมที่ลูกจะส่งนั้น คืออะไรกัน?” ชายชราอดที่จะถามไม่ได้

                “เพราะบาทหลวงฟิลลิปเป็นอดีตแวมไพร์ฮันเตอร์ในสมาคม และยังเป็นบาทหลวงอีก ระดับความน่าเชื่อถือซึ่งสูงมาก ถ้าหากได้ท่านเป็นพยานล่ะก็ กรรมการไม่มีทางคัดทิ้งตั้งแต่แรกแน่” ดีโน่เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

                “หึ”

                “ส่วนเรื่องที่ผมจะส่งไปก็คือ เรื่องของแวมไพร์ตนนี้นั่นแหละ คุณพ่อคงไม่เคยได้ยินเรื่องของแวมไพร์ที่หลงรักแวมไพร์ฮันเตอร์ แถมยังถูกคนที่ตนรักทรยศจนตัวเองต้องตายใช่มั๊ยล่ะครับ? และอีกเรื่องก็คือ...เรื่องแก้แค้นที่พ่อของเขาทำไว้กับพ่อผม ผมไม่มีทางลืมเรื่องนี้ได้แน่ และถ้าหากว่าผมทำให้ลูกของเขาตายทั้งเป็นได้ มันก็น่าจะสนุกน่ะสิครับ ชายคนนั้นคงจะต้องร้องไห้อยู่ในนรกแน่ๆ” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยสีหน้าชื่นมื่น ไม่มีแววสะทกสะท้านหรือเสียใจแม้แต่น้อย

                “ลูกนี่เลวจริงๆเลยนะ” บาทหลวงฟิลลิปเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

                “คงไม่เท่าบาทหลวงหรอกครับ”

                จากนั้นทั้งสองก็หัวเราะพร้อมกัน พลางกอดไหล่กันอย่างยินดีเสมือนเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกัน

 

                “แล้วลูกมีแผนการที่จะฆ่าแวมไพร์ตนนั้นอย่างไรล่ะ” หลังจากที่สรวลเสกันพอเป็นพิธีแล้ว บาทหลวงฟิลลิปก็วกกลับมาถามในเรื่องของตนอีกครั้ง

                ชายหนุ่มแย้มยิ้มเล่ห์ ก่อนที่ริมฝีปากหยักหนาจะขยับเบาๆ

                “ผมจะล่อให้แวมไพร์ตนนั้นออกมาที่ป่าหลังคฤหาสน์ของผม จากนั้นเราสองคนก็จะร่วมมือกันจัดการมันซะ!!”

                “ถ้าลูกจะทำเช่นนี้ ทำไมไม่ทำตั้งแต่ตอนนั้นเสียล่ะ คืนที่พ่อกำลังไปได้สวย จับแวมไพร์ตนนั้นได้แล้วแท้ๆ” บาทหลวงฟิลลิปเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ

                “แผนของผมคือทำให้แวมไพร์วางใจในตัวผมนะครับ ถ้าเกิดผมฆ่าเขาไปซะตอนนั้น ผมจะได้อะไรล่ะ” ชายหนุ่มว่าพลางยักไหล่

                “แล้วตอนนี้เขาเชื่อใจในตัวลูกแล้ว?”

                “ผมคิดว่าใช่” ดีโน่ตอบอย่างมั่นใจ

                “งั้นก็ดี พ่อคิดว่าจะเริ่มทำตามแผนของลูกในคืนพรุ่งนี้เลย...แต่ว่าพ่อเองก็ไม่ได้เชื่อใจในตัวลูกมากนักหรอกนะ” บาทหลวงฟิลลิปมองดีโน่อย่างพิจารณา

                “ถ้าคุณพ่อไม่ร่วมมือกับผม ผมก็จะพาแวมไพร์ตนนั้นไปให้สมาคมทดลอง คุณพ่อเคยบอกเองว่า แวมไพร์ตนนี้มีสรรพคุณมาก บางทีถ้าผมเอากลับไป อาจจะได้รางวัลจากทางสมาคมก็ได้ ยังไงแวมไพร์ตนนี้ก็อยู่ในกำมือผม ผมจะทำยังไงกับเขาก็ได้” ชายหนุ่มว่าพลางยิ้มอย่างสบายๆ

                “พ่อไม่มีทางเลือกสินะ”

                “ครับ”

                ชายทั้งคู่จ้องหน้ากันครู่หนึ่งอย่างกินเลือดกินเนื้อ แม้ว่าใบหน้าของทั้งสองจะประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มเหล่านั้นก็เคลือบไว้ด้วยยาพิษ

 

                จนดีโน่เป็นฝ่ายละสายตาออกมาก่อน เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะขอตัวกลับคฤหาสน์ไป

 

                แต่ก็ไม่มีใครหารู้ว่า ในบริเวณมีร่างหนึ่งที่แอบฟังโดยไม่ได้รับเชิญอยู่ด้วย ร่างที่อยู่ในเงามืดนั้นกำมือแน่นด้วยความโกรธ นัยน์ตาสีเทาจ้องไปยังชายทั้งสองด้วยแววตาชิงชัง ริมฝีปากยุ่ยขุ่ยเม้มลงเป็นเส้นตรง

                “เลว เลวที่สุด ฉันจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายคุณหนูหรอก” ร่างที่หลบซ่อนอยู่ด้านหลังโบสถ์เอ่ยขึ้นเบาๆ พร้อมกัดฟันกรอด

                เขารีบกลับเข้าไปในโบสถ์อย่างเงียบเชียบไม่ให้มีเสียงดัง พยายามบังคับใจให้เป็นปกติอย่าเผลอไปทำอะไรโดยที่ไม่ยั้งคิด และพยายามที่จะเดินโดยไร้สุ่มเสียง

 

                บาทหลวงฟิลลิปรอจนร่างสูงๆของดีโน่หายลับตาไป เขาจึงเดินกลับเข้าไปในโบสถ์ได้อย่างวางใจ แต่ในขณะที่เขากำลังจับลูกบิดประตูโปสถ์อยู่นั้น ก็ได้สังเกตถึงความผิดปกติที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เมื่อลูกบิดประตูที่ไม่น่าจะผ่านการจับมาในชั่วเวลาก่อนหน้านี้สัก 1นาทีกลับให้ความรู้สึกอุ่นจนผิดปกติ บาทหลวงชราขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง

 

                หรือจะเป็นพรรคพวกของดีโน่เข้ามาค้นในห้องเรา

 

                เมื่อคิดได้ดังนั้น บาทหลวงจึงรุดเท้าเข้าไปในห้องตนเองอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่พบในนั้นกลับไม่มีความผิดปกติใดๆเลย ข้าวของยังคงอยู่ที่เดิมอย่างที่เคยเป็น ไม่มีร่องรอยการเคลื่อนย้ายอะไรเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำชายชราสติไม่สมประกอบที่เขาอ้างว่าเป็นคนสนิทของเขานั้นยังนอนหลับอยู่อย่างสงบ ลมหายใจเข้าออกเป็นสม่ำเสมอจนไม่มีอะไรเลยที่ดูผิดสังเกต

                “ข้าคงคิดมากไปเอง” เขาสรุป ก่อนที่จะทิ้งตัวลงนอนกับเตียงในห้องของตนอย่างวางใจ ก่อนที่จะจมเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นการใช้เวลาที่เหลืออยู่ก่อนการสวดมนต์ยามเช้าอย่างมีคุณค่า

.

.

.

.

TBC.

 

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

 

 

ตอนนี้แพรวกำลังแต่งฟิคโน่ฮิเรื่องใหม่อยู่ มาบ่นว่า...เครียดมากค่ะ(หมายถึงตัวแพรวเอง) ฝีมือลดลงไปเยอะ(ดูจากเรื่องสั้นโน่ฮิ Believeนั่นสิ -*-)

แต่งแค่บทนำก็รีไรท์ไป 4-5 รอบ บทที่ 1นี่ยังแต่งไม่เสร็จรีไรท์เยอะมาก รีไรท์ไปเรือ่ยๆก็ยังไม่พอใจ ปวดหัวชะมัดในการวางเรื่องเนี่ย มีแววว่าเรื่องที่แต่งนี้จะไม่จบ ORZ

 

มาบ่นแค่นี้ล่ะค่ะ(แม้จะรู้ว่าไม่มีใครมาอ่านก็เถอะ 555+)